2006/Sep/27

... ในวันที่สับสนเช่นวันนี้
อดนึกถึงบทความดีดีของคุณติณกานต์ขึ้นมาไม่ได้
...ในวันที่ความคิด ความหวัง ถึงใครคนนั้นดูเหมือนจะเลือนลางและห่างไกล
เพียงแค่อยากเติมความศรัทธาให้เต็มตื้นในหัวใจอีกครั้ง ... เท่านั้นเอง

คุณเชื่อในรักแท้ไหมคุณเชื่อไหมว่าคุณจะได้พบใครบางคนที่เป็นรักแท้ของคุณ
แล้วคุณเคยสงสัยบ้างไหมว่าเมื่อไหร่ที่เส้นทางระหว่างคุณและเขาจะได้พบบรรจบกันเสียที
เมื่อไหร่ที่คุณและเขาจะเป็นมากกว่าคนแปลกหน้าที่อยู่ใกล้กัน
และเมื่อไหร่ที่เราจะมั่นใจได้ว่าคนที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่แท้ของเรามีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้จริงๆ

จะเป็นไปได้ไหมว่าเราอาจเคยพบหน้ากันแล้ว เพียงแต่เรายังจำกันและกันไม่ได้

ใครจะรู้...พรุ่งนี้ขณะที่สายฝนพร่างสายจากท้องฟ้าสีเทาท่ามกลางผู้คนขวักไขว่บนทางเท้า
ขณะที่ฉันกางร่มสีชมพูใครคนนั้นอาจกางร่มสีฟ้ายืนห่างจากฉันไปแค่ไม่กี่ก้าว
แล้วเราก็เดินข้ามถนนไปพร้อมๆกันก็เป็นได้ ... ใช่ ใครจะรู้

คิดกันเล่นๆ ชีวิตคนเราอาจไม่ต่างไปจากผู้ชายและผู้หญิงในหนังเรื่อง
Turn Leaf, Turn Right(ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา)ก็ได้

เขาและเธอ...นอนอยู่ห่างกันเพียงกำแพงกั้น
...
เดินสวนกันตามท้องถนนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

...
เคยเล่นกับสุนัขตัวเดียวกัน
แต่ไม่เคยรู้เลยว่าพระเจ้าได้ประทานของขวัญอันล้ำค่ามาวางไว้ตรงหน้าแล้ว

ดั่งบทกวีของกวีสาวชาวโปแลนด์ที่ผู้หญิงที่มักเลี้ยวซ้ายได้แปลเอาไว้...

"ทั้งสองต่างพันผูกเชื่อมกันไว้ด้วยจิตวิญญาณ
ต่างเข้าใจในอารมณ์งดงามเหมือนดั่งสัจธรรมอันเที่ยงแท้
หากแต่ความไม่เที่ยงแท้งดงามกว่า

ทั้งสองไม่รู้จักกันมาก่อน
ดังนั้นจึงไม่คาดหวังว่าดวงชะตาจะมาประสบพบกัน
อาจเคยพบพานกันตามถนนบนบันได บนระเบียง และทุกหนทุกแห่ง
ทั้งสองอาจพบกันมานานแสนนานแล้วอยากถามว่าพวกเขาจำกันได้หรือไม่
ว่าเคยพบกับต่อหน้าต่อตาตรงประตูหมุนหรืออาจเคยพูดกันในฝูงชนแออัดว่าขอโทษ

หรืออาจเคยส่งเสียงกันทางสายโทรศัพท์ว่าคุณต่อผิด
แต่ทว่าฉันรู้คำตอบของพวกเขาซึ่งก็คือ -ไม่-พวกเขาต่างจำกันไม่ได้
พวกเขาคงตะลึงงงหากรู้ว่าโชคชะตาเล่นตลกกับพวกเขา
และอาจไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะเปลี่ยนไปตามโชคชะตา
ดุจฟ้าเป็นใจเปิดโอกาสให้พวกเขาแล้วก็ปิดกั้นหนทางพบประสบพักตร์

ฟ้าหัวเราะเยาะเย้ยอย่างยิ่งดุจผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา"

อะไรคงไม่น่าเศร้าใจไปกว่า
การที่เราปล่อยให้-เขา- หรือ -เธอ-หลุดลอยไป
ทั้งที่หัวใจต่างโหยหาและเฝ้าคอยกันมาตลอดชีวิต

ฉันเชื่อมั่นในการพบกันของคู่แท้เสมอ
ฉันรู้ว่าเขามีตัวตนอยู่จริงบนโลกที่สับสนวุ่นวายใบนี้และเราจะได้พบกันในที่สุด
มิใช่เรื่องยากอย่างใดเลยที่เราจะได้พบพานกัน
กลางทะเลทรายที่ร้อนระอุด้วยไอร้อนเขาเคยขี่ม้าฝ่าเปลวแดดและเม็ดทรายฟุ้งตลบมาพบฉัน
เขายังเคยแอบปีนปราสาทสูงมาหาเพื่อราตรีสวัสดิ์ต่อกัน
แม้กระทั่งในสงครามอันโหดร้ายรอยจูบของเขาได้ย้ำให้เชื่อว่า...
...
ฉันจะปลอดภัยในอ้อมอกของทหารหนุ่มผู้นี้
ชีวิตของฉันวันนี้ไม่มีเปลวแดดบนทะเลทรายไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ ไม่มีการสู้รบในสงคราม
กับชีวิตที่ง่ายกว่าเหตุใดเราจะพบกันอีกไม่ได้เล่า

เมื่อหลายปีก่อนฉันไปเจอเข้ากับหนังสือเล่มหนึ่ง
ที่มาตอกย้ำความเชื่อมั่นและศรัทธาในความรักของฉันว่า"คนเราทุกคนย่อมมีเนื้อคู่ของตัวเองทั้งสิ้น"
ใน Only Love Is Real(เราจะข้ามเวลามาพบกัน)แปลโดยพี่โจ-มณฑานี ตันติสุข

ดร.ไบรอัน แอล. ไวส์ได้เขียนไว้ว่า
"จงอย่ากังวลกลัดกลุ้มเรื่องจะได้พบคู่แท้หรือไม่เลย
การได้พบกันเป็นเรื่องของชะตาลิขิตเขาจะต้องมา
หลังจากพบกันแล้วจิตใจอิสระของคู่รักทั้งสองจะเดินเรื่องจากนี้ไปเอง
คู่ที่ตื่นน้อยอาจเลือกตัดสินใจตามสมองบัญชาจากความกลัวหรือจากอคติ

แล้วโชคร้ายนักที่การตัดสินใจเยี่ยงนี้มักจบลงด้วยหัวใจที่แหลกสลาย
คู่ที่ตื่นมากแนวโน้มการตัดสินใจที่โดยยึดหลักความรักเป็นที่ตั้งก็สูงตาม
เมื่อใดที่คู่รักทั้งสองต่างตื่นด้วยกันความสุขล้ำยากหาใดเหมือนก็อยู่แค่เอื้อมมือคว้า"

ฉันบอกไม่ได้ว่าบนรถไฟฟ้า บนถนนหนทาง ที่สวนสาธารณะหรือในร้านหนังสือ
ฉันคลาดกับ -คู่-ของฉันมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
แต่ไม่สำคัญหรอกและฉันก็ไม่เคยเสียดายที่ฉันรีบเดินเลี้ยวซ้ายออกไป...

ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาในร้านแล้วหยิบหนังสืออ่านเล่มเดียวกับที่ฉันเปิดดูเมื่อครู่นี้
เพื่อนคนหนึ่งบอกไว้ว่าเคยสังเกตเห็นไหมว่าพระเอกกับนางเอกมักจะคลาดกันในตอนแรกๆ เสมอ
แต่ในที่สุดแล้วคนทั้งคู่ก็ได้จับมือกันไว้มิให้คลาดแคล้วกันอีกต่อไป

การสังเกตสังกาของเพื่อนฉันน่ารักดี
ผู้หญิงที่มักเลี้ยวซ้ายและผู้ชายที่มักเลี้ยวขวาในหนังก็เป็นเช่นที่เพื่อนฉันบอก
คนสองคนที่ถูกกำหนดมาให้เกิดมาเพื่อรักกันแล้วจะคลาดกันได้นานสักแค่ไหนเชียว

ป้ายสีเหลืองที่สถานีรถไฟฟ้าใน Turn Leaf, Turn Rightโปรยประโยคไว้ว่า
"ชีวิตเต็มไปด้วยความบังเอิญแม้เส้นทางคู่ขนานก็อาจมาพบกันได้"
ฉันเห็นด้วยเพียงครึ่ง
ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยบังเอิญทุกสิ่งล้วนมีเหตุมีผล
แม้ชีวิตเป็นเรื่องลี้ลับแม้ความรักจะมหัศจรรย์ไม่รู้คลาย

ฉันก็ยังไม่เคยเชื่อว่าการพบกันหรือคลาดกันของคู่แท้จะเป็นเรื่องบังเอิญ
หากแต่เป็นสิ่งที่ถูกวางแผนไว้อย่างเหมาะเจาะแล้วต่างหาก
เพราะระหว่างการรอคอยที่นานนับฉันจะรู้จักใช้ชีวิตของตัวเองให้เป็นไปในทางที่ดีงาน
พี่โจ-มณฑานีเคยกล่าวไว้ว่า
"เมื่อเรายังไม่พบกับคนที่ใช่ก็ขอให้ใช้เวลานี้เคลียร์ชีวิตตนเองให้สะอาด
ปัด กวาด เช็ด ถูเตรียมห้องหับไว้คอยต้อนรับเขา

แล้วเขาจะหายเหนื่อยเมื่อได้รู้ว่าเราเองก็ตั้งใจรอคอยเขาเช่นกัน"
จริงอย่างที่พี่โจว่ากว่าเขาจะฝ่าฝูงชนมาหาฉันได้ ระยะทางแห่งการเดินทางคงมิใช่น้อย ...
เขาคงเหนื่อย ... แล้วจะให้เขามาพบกับบ้านรกๆ
ให้เขามารักกับผู้หญิงใช้ชีวิตอย่างไร้คุณค่าและไม่เคยสร้างสิ่งดีๆให้ตนเองได้อย่างไร
แต่เมื่อเราต่างจัดเตรียมความรักและชีวิตที่ดีให้แก่กัน
เมื่อนั้นคุณค่าแห่งความรักจะเพิ่มค่าทบทวีความปิติในใจท่วมท้น
เราจะตระหนักรู้อยู่ทุกขณะจิตว่า
เธอคือของขวัญที่สุดแสนมีค่าเกินกว่าฉันจะปล่อยทิ้งไปได้และเราจะโอบกอดกันไว้ตลอดกาล

ฉันรู้ว่าวันนั้นกำลังเดินทางมาถึง
เพราะคนที่เชื่อในความรักย่อมสมควรได้รับความรักตอบแทน
ไม่แน่นะ...พรุ่งนี้...ฉันอาจจะอยากเดินเลี้ยวขวาขึ้นมา
และเขาอาจนึกสนุกอยากลองเดินเลี้ยวซ้ายดูบ้าง

บนหนทางที่แสนเคยชินเราอาจเลี้ยวมาพบกัน
นั่นสินะ...ใครจะรู้

2006/Jun/12

1.
หนังสือเล่มหนึ่งบอกไว้
"กฎในการเดินทางต่อ"
มีด้วยกัน 3 ข้อ
.
.
.
ห้ามเลิกล้ม
ต้องซื่อตรง
ต้องรักผู้คน
.
.
.
เพียงเท่านั้นก็จะพบเส้นทาง
แต่ทำไมนะ
เรื่องง่ายๆ แค่นี้...กลับมีน้อยคนที่จะทำได้

2.
เวลาในชีวิตไม่เคยหยุด
แต่การเดินทางในชีวิต...หยุดนิ่ง
แม้กระแสแห่งการเดินทางของเวลา
อาจทำให้มันดูราวกับเคลื่อนไหวหมุนวนไป
แต่บางสิ่งในหัวใจกระซิบบอกแผ่วเบาว่า
"ฉันยังคงยืนอยู่ ณ จุดเดิม"
ฉันหลงทางอยู่ในหัวใจของตนเอง

3.
หากเปรียบชีวิตเหมือนเรือลำหนึ่ง
ที่โลดแล่นในท้องทะเลกว้าง
คลื่นลมทำให้มันดูราวกับเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
แต่ไร้หางเสือ ไร้ทิศทาง
เรือลำนั้นหลงทาง
ในกระแสน้ำของมันเอง
และฉันกำลังหลงทาง
ในหัวใจตัวเอง

4.
ในหนังสือเล่มเดิม
ให้คำตอบของคำถามไว้ว่า
"ต้องหาพบให้ได้
คนที่ถึงแม้เจ้าจะล้ม เขาก็จะช่วยพยุง
ถึงแม้ว่าเขาจะล้ม เจ้าก็จะฉุดแขนเขาไว้
ถ้าได้พบคนอย่างนั้น
ก็จะเดินทางต่อไปได้แน่ๆ"

5.
อาจดูเหมือนเป็นการฝากชีวิตไว้ในมือคนอื่นมากเกินไป
อาจ...เหมือนเราไม่เข้มแข็งพอที่จะยืนคนเดียวได้
แต่มันก็คือความจริงไม่ใช่หรือ
ความจริงที่ว่า
"ไม่มีใครเดินอย่างแข็งขัน ไปจนตลอดเส้นทางเดินของชีวิตได้"
อย่างน้อยแค่มีสักคน สักอย่างที่เราสามารถยึดเหนี่ยวไว้ได้
ในวันที่เราหกล้ม เราอ่อนล้า เราร้องให้ เราเสียน้ำตา
ก็คงดีกว่า
การเดินไปคนเดียว

6.
แต่ก็ไม่ง่ายอีกเหมือนกัน
ที่ชีวิตจะพบ "ใครคนนั้น" ได้
ใครที่จะมาเป็น "ประภาคาร" ของหัวใจ
ส่องนำทางเรือลำน้อยให้ก้าวต่อไปในทางที่ถูกที่ควรจะเป็น

7.
ไม่ง่ายเลย
และจนถึงวินาทีนี้
ฉันก็ยังคงไม่รู้ว่า
"ใครคนนั้น"
อยู่ที่ไหน
ในโลกใบนี้

8.
ฉันยังคงเดินซวนเซ
เรือชีวิตยังคงหมุนคว้างตามแรงลม
แต่อย่างน้อย
ฉันก็ยังคงพยายามเดินทางต่อไป
ด้วยความหวังอันน้อยนิดที่ว่า
"สักวันเราคงได้พบกัน"

9.
คุณจ๋า
แม้โลกนี้ร้ายนัก...ยัง (พยายาม) รัก (ให้) ไหว...ค่ะ
แล้วพบกันนะคะ


edit @ 2006/09/25 11:11:30

2006/Jun/11

กลายเป็นคนแรกที่ทำประตูในฟุตบอลโลก 2006 ไปแล้ว
สำหรับ Philipp Lahm แบ๊กซ้ายทีมชาติเยอรมัน
ด้วยลูกยิงสุดสวย ... สวยจริงๆ นะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะยิงได้ ... ชมหรือด่าเนี่ย!!!

แต่ได้อ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับก็บอกตรงกันว่า
ลาห์มเล่นได้โดดเด่นจริงๆ
เห็นฟอร์มอย่างนี้ก็น่าจะแจ้งเกิดในฟุตบอลโลกคราวนี้ได้อ่ะนะ
แต่ก็คงต้องลุ้นให้เยอรมันเข้ารอบลึกๆ ได้ด้วย
และที่สำคัญ ต้องปรับปรุงกองหลังเป็นการด่วนที่สุด...ม่ายงั้น ไม่รอดแน่
ยังไงก็คงต้องตามเชียร์กันต่อไปอ่ะนะ
ไหนๆ ก็เป็นสาวกอินทรีเหล็กไปแล้วนี่นา

ว่าแต่ว่าลาห์มนี่น่ารักจริงๆ แฮะ











แอบแถมท้ายด้วยรูป "คลิ๊นซี่"
ที่ดูยังไงก็ยังสมาร์ทไม่สร่างจริงๆ
กรี๊ดๆๆๆๆ
(นู๋ชอบคนแก่ค่ะ ... แหะๆ)